เราอยากได้สังคมที่ดี เราก็ต้องเริ่มทำด้วยมือของเราเอง ไม่ใช่มัวแต่รอรัฐบาล หรือเรียกร้องจากคนโน้นคนนี้

— กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล, ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโตชิบา (ประเทศไทย)

น้ำปนเปื้อน

บาป ก็เหมือนหยดหมึกในแก้วน้ำ ที่ไม่ว่าเราจะเติมน้ำลงไปเท่าไร หยดหมึกนั้นก็ยังคงอยู่ เพียงแต่เจือจางไปก็เท่านั้น

ก็เหมือนกับบาปที่ทำลงไปแล้วก็ติดตัว ไม่ว่าจะทำกรรมดีชดเชยมากเท่าไร กรรมชั่วที่ทำไว้เพียงครั้งเดียวก็จะติดตัวไปตลอดชีวิต

แต่เมื่อเราทำบาปไปแล้ว ก็ใช่ว่าเราเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่ว เพียงแต่เราต้องตระหนักรู้ไว้ว่าบาปได้เกิดขึ้นแล้ว และระวังตัวอย่าไปทำบาปนั้นซ้ำสอง รักษาตัวให้เป็นคนดีไปตลอดรอดฝั่ง

วันที่ไม่ชนะ

ตอนเด็กๆผมเรียนเก่งมาก ได้ที่หนึ่งตลอด แล้วเด็กเรียนเก่งที่สอบได้ที่หนึ่งในโรงเรียนที่ผมเรียนจะมีกิจกรรมปฏิบัติกันเป็นประจำอยู่สองอย่าง หนึ่งคือถือใบคะแนน และสองคือการรับพระราชทานรางวัลและทุนการศึกษา

เป็นธรรมเนียมว่าคนที่ได้ที่หนึ่งของแต่ละวิชารวมถึงคะแนนรวม จะต้องเดินถือใบรายงานคะแนนผลการเรียน ซึ่งมีหน้าตาเป็นกระดาษสีขาวแผ่นยาวๆเรียงลำดับรายชื่อนักเรียนทั้งห้องในวิชานั้นๆ ตั้งแต่คนที่ได้คะแนนมากที่สุดไปจนถึงคนที่ได้น้อยที่สุด เดินผ่านนักเรียนทั้งโรงเรียนบนหอประชุม เอาไปส่งผู้บังคับการ แน่นอนว่าผมเป็นหนึ่งในขาประจำที่เดิน “ถือใบ” นี้บ่อยมาก บางเทอมเดินทุกวิชา

และถ้าเรียนเก่งไปกว่านั้น คือได้ที่หนึ่งของชั้นปี นักเรียนก็จะได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานรางวัลเรียนดีและทุนการศึกษาจากสมเด็จเจ้าฟ้าืั้ที่เสด็จฯมาในงานโรงเรียน เด็กเรียนเก่งพวกนี้จะได้รับอภิสิทธ์ไม่ต้องไปนั่งในแถวรวมกับนักเรียนคนอื่นๆ แต่นั่งแยกมาอยู่หลังหอประชุมเพื่อสะดวกในการเดินไปรับรางวัลจะได้ไม่ต้องเดินแทรกแถวออกมา และก็แ่น่นอนว่าผมก็เป็นเจ้าประจำอีกเหมือนกัน

ผมนั่งแยกจากคนอื่นมาตั้งแต่ป.4 เรื่อยมาจนถึงม.6 ซึ่งแน่นอนว่า ผมไม่เคยรู้ (และไม่เคยใส่ใจ) เลยว่านักเรียนคนอื่นนั้น เค้านั่ง ยืนถวายความเคารพ สวดมนต์ หรือร้องเพลงอะไรกันบ้างตลอดพิธีที่ยาวนานหลายชั่วโมงบนหอประชุม ผมทราบแต่เพียงว่า ผมสามารถนั่งเล่นไปได้เรื่อยเปื่อย ลุกบ้าง แต่ไม่ต้องร้องเพลงก็ได้ (เพราะไม่มีคนเห็น) จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องออกไปรับพระราชทานรางวัล ได้ความรู้สึกเป็น “คนพิเศษ” มากๆ

แต่อยู่ดีๆพอ ม.4 ผมก็ไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งที่สุดอีกต่อไป ถือใบคนแนนน้อยลง และยังต้องมานั่งรวมกับนักเรียนคนอื่นๆในแถว ณ วันนั้นที่ปกติผมต้องอยู่ด้านหลังรอเวลาไปรับรางวัลอย่างเดียว และกลายเป็นว่า ผมทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่รู้ว่าต้องยืนตอนไหน เพลงโรงเรียนก็ร้องไม่เป็นในขณะที่คนอื่นร้องมาหลายปีแล้ว อภิสิทธิ์และความพิเศษของผมหายไปหมด

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่าเวลาแพ้ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมไม่ใช่ “คนพิเศษ” อีกต่อไป เมื่อุคณไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ก็จะไม่มีใครเห็นคุณ ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานะตัวเองอย่างทันควัน และแน่นอนว่าผมรู้สึกแย่มาก

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือคนรอบข้าง เพื่อนเคยพูดกับผมยังไง เคยลอกการบ้านยังไงตอนได้ที่หนึ่ง พวกมันก็ยังเป็นเหมือนเดิม กระทั่งคนที่ได้ที่หนึ่งแทนผมก็ไม่เคยมาเยอะเย้ย อาจารย์ก็พูดกับเราเหมือนเดิม ใช้งานเราเหมือนเดิม แล้วผมก็คิดได้ ว่าสอบไม่ได้ที่หนึ่งโลกก็ไม่ได้แตกนี่หว่า อาจจะเสียความพิเศษบางอย่างไป แต่เรื่องอื่นๆมันก็ยังเหมือนเดิม

แล้วผมก็เรียนรู้ว่า การแพ้บ้าง ก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ได้หลงว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นเสมอไป ไม่ได้หลงว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นเสมอไป และก็มองโลกด้วยความเป็นจริงมากขึ้น ว่ามีขึ้น ก็ต้องมีลง เป็นธรรมดาโลก

ถึงจะคิดได้ แต่ว่าหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเสียที่หนึ่งให้ใครอีกเลยจนจบ ม.6 (ฮ่าๆ) กลับไปเดินใบคะแนนเหมือนเดิม กลับไปนั่งหลังหอประชุมเหมือนเดิม . . . อย่างว่าแหละ ใครๆก็อยากเป็นคนพิเศษอยู่เสมอ

52 days that’ve changed your life


TPYs at Sport Deck, Nippon Maru

35th TPYs on Sport Deck, Nippon Maru

Who’s going to know that only 52 days during the exchange program will change the whole life of you. But this is SSEAYP, and only PYs who had been through who know the truth. One of them is me.

Actually I don’t really know what how to explain when my friends keep asking me what the program and what did I do during the 52 days that I keep telling then it’s unforgettable. That’s the reason I’m trying to tell the story through the articles then anybody can access—hopefully.